วันที่ 28 ต.ค.2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมกันปฏิบัติการทลายแหล่งจัดเก็บและจำหน่ายเครื่องสำอาง ไม่มีเลขที่จดแจ้ง แสดงฉลากไม่ถูกต้อง และเครื่องมือแพทย์ไม่ได้รับใบรับแจ้งรายการละเอียด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตรวจยึดของกลาง จำนวน 449,210 ชิ้น มูลค่ากว่า 7,084,200 บาท
พฤติการณ์กล่าวคือ สืบเนื่องเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค และเจ้าหน้าที่ อย. ได้มีมาตรการในการเฝ้าระวังการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้มาตรฐาน และอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้บริโภค ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพบร้านค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์มีการโฆษณาขายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดจนผิดปกติ และโฆษณาอวดอ้างเป็นเท็จเกินจริง เมื่อทำการตรวจสอบพบว่าผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายไม่มีเลขจดแจ้ง แสดงฉลากไม่ถูกต้อง
เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสืบสวนจนทราบสถานที่จัดเก็บและกระจายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางดังกล่าว ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทราบแหล่งที่ผลิตที่ชัดเจน อาจมีการเจือปนสารเคมีที่เป็นสารห้ามใช้หรือปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค ซึ่งไม่ปลอดภัยในการใช้ หากนำไปใช้อาจส่งผลให้เกิดอาการแพ้ ระคายเคือง ผื่นแดง บวม คัน เกิดตุ่มน้ำใส หรือทำให้เกิดแผลทางผิวหนัง จากการแพ้อย่างรุนแรงได้
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. ได้นำหมายศาลแขวงบางบอน เข้าตรวจค้นสถานที่จัดเก็บและกระจายสินค้าภายในโกดังแห่งหนึ่งในพื้นที่ เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ตรวจยึดและอายัดของกลาง ทั้งสิ้นรวม 13 ยี่ห้อ รวมจำนวน 449,210 ชิ้น มูลค่ากว่า 7,084,200 บาท
.jpg)
จากการตรวจสอบผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางดังกล่าว พบว่าไม่มีเลขที่จดแจ้ง ไม่แสดงฉลากภาษาไทยและแสดงฉลากภาษาไทยไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์บางชนิดมีการโฆษณาเกินจริง เช่น อ้างว่าช่วยลดริ้วรอยและรอยดำถุงใต้ตาได้อย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลาไม่กี่วันหลังใช้ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนหลงเชื่อและสั่งซื้อเนื่องจากมีราคาถูกและคาดหวังผลในการลดเลือนริ้วรอยในระยะเวลาอันสั้น
จากการสืบสวนเพิ่มเติมพบว่า โกดังเก็บสินค้าดังกล่าวเป็นสถานที่จัดเก็บและแพ็คบรรจุสินค้าจำหน่ายผ่านช่องทางแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยมีหน้าร้านตามแพลตฟอร์มต่าง ๆ กว่า 36 ร้านค้า
มีนายคเชน (สงวนนามสกุล) อายุ 25 ปี แสดงตัวเป็นผู้ดูแลสถานที่ดังกล่าว ยอมรับว่าตนเป็นพนักงานมีหน้าที่เป็นแอดมิน คอยตอบข้อความลูกค้าตามแพลตฟอร์มต่าง ๆ และแพ็คบรรจุสินค้าส่งตามคำสั่งซื้อ โดยสินค้าดังกล่าวมีเจ้าของเป็น น.ส.หง (สงวนนามสกุล) สัญชาติจีน จะคอยสั่งซื้อสินค้าและลักลอบนำเข้ามาจากประเทศจีน แล้วนำมาเก็บไว้ที่โกดังดังกล่าว เพื่อรอแพ็คบรรจุจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าชาวไทยตามคำสั่งซื้อ โดยสินค้าที่เป็นแผ่นมาส์กหน้ายี่ห้อ SADOER จำหน่ายอยู่ในราคาแผ่นละประมาณ 1-3 บาท มียอดขายสินค้าวันละประมาณ 600 - 700 ชิ้น ทำมาแล้วประมาณ 4 ปี
ในส่วนตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ตรวจยึด พนักงานสอบสวนจะส่งผลิตภัณฑ์ตรวจพิสูจน์กับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข หากพบสารห้ามใช้หรือเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค จะเป็นเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ จะมีความผิดเพิ่มเติมตาม พ.ร.บ. เครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 ฐาน “ขายเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้” ผู้ขายระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เบื้องต้นการกระทำดังกล่าวเป็นความผิด ดังนี้
1. พ.ร.บ. เครื่องสำอาง พ.ศ. 2558
- ฐาน “ขายเครื่องสำอางที่ไม่มีฉลากภาษาไทย” ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ฐาน “ขายเครื่องสำอางที่แสดงฉลากภาษาไทย ไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง” ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ฐาน “ขายเครื่องสำอางที่ไม่ได้จดแจ้ง” ระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท
2. พ.ร.บ. เครื่องมือแพทย์ พ.ศ 2551
- ฐาน “ขายเครื่องมือแพทย์ไม่ได้รับใบรับแจ้งรายการละเอียด” ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เภสัชกรหญิง สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ปฏิบัติการในครั้งนี้ อย. ได้สนธิกำลังร่วมกับตำรวจ บก.ปคบ. ตรวจสอบโกดังลักลอบนำเข้าเครื่องสำอางมาจากต่างประเทศ
โดยไม่ได้รับอนุญาต จึงได้เกิดปฏิบัติการตรวจยึดเครื่องสำอางที่ผิดกฎหมายได้จำนวนมาก จึงขอเตือนผู้ประกอบการโกดัง และร้านค้าทุกแห่ง ให้ตรวจสอบสินค้าก่อนรับเข้าจัดเก็บหรือจำหน่าย ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ หากพบการขายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมาย นอกจากจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอาญาแล้ว อาจต้องรับผิดทางแพ่งในการชดเชยค่าเสียหายให้กับผู้บริโภคที่ได้รับอันตรายจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอีกด้วย
ทั้งนี้ อย.และ ปคบ.จะดำเนินการกวาดล้างเครื่องสำอางลักษณะแบบนี้อย่างต่อเนื่อง และขอเตือนร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะ อย. ได้มีความร่วมมือกับทุกแพลตฟอร์ม หากพบร้านค้าทำผิดกฎหมาย นอกจากจะถูกปิดร้านค้าหรือนำสินค้าออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์ทันทีแล้ว จะส่งข้อมูลผู้ขาย มาให้ อย.ดำเนินคดีตามกฎหมายร่วมด้วย
ขอเตือนประชาชนไม่ควรหลงเชื่อโฆษณาที่อวดอ้างสรรพคุณเกินความจริง และควรตรวจสอบการได้รับอนุญาตของผลิตภัณฑ์ ก่อนสั่งซื้อทุกครั้ง โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลการอนุญาตผลิตภัณฑ์ได้ด้วยตนเองผ่านเว็บไซต์ อย. เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการควบคุมในกระบวนการผลิต จากสถานที่ผลิตที่ได้รับอนุญาต และผ่านเกณฑ์มาตรฐานของสถานที่ผลิต ไม่สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือหากสั่งซื้อแล้วได้รับสินค้าที่ไม่มีเลข อย. ขอให้ส่งคืนร้านค้าและแจ้งเบาะแสผลิตภัณฑ์ที่ต้องสงสัย ได้ที่สายด่วน อย.1556 หรือผ่าน Email: [email protected] หรือ Line: @FDAThai, หรือ Facebook: FDAThai หรือ ตู้ปณ.1556 ปณฝ.กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กล่าวว่า ประชาชนทั่วไปควรใช้ความระมัดระวังในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพออนไลน์ อย่าหลงเชื่อเพียงเพราะสินค้านั้นมียอดขาย จำนวนมากบนแพลตฟอร์ม หรือมีราคาถูก ก่อนซื้อขอให้ตรวจสอบการได้รับอนุญาตกับเว็บไซต์ อย. ก่อน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางซึ่งนำมาใช้กับผิวหนังโดยตรง หากผลิตและจัดเก็บโดยไม่ได้มาตรฐาน อาจมีสารปนเปื้อนหรือไม่มีคุณภาพ ไม่ปลอดภัย เมื่อนำไปใช้อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ ระคายเคืองต่อผิวหนังได้ และขอเตือนผู้ที่ลักลอบขายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมาย หากตรวจพบจะดำเนินคดีถึงที่สุด เพราะท่านกำลังทำให้ประชาชน ได้รับความเสี่ยงอันตรายจากการใช้เครื่องสำอางที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน และส่งผลกระทบต่อสุขภาพ จนอาจต้องเยียวยารักษาโรค ทั้งนี้หากประชาชนพบเห็นการกระทำความผิด สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วน ปคบ. 1135 หรือเพจ ปคบ. เตือนภัยผู้บริโภค
.jpg)
©2018 CK News. All rights reserved.