วันที่ 8 ก.ย.2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอท. ร่วมกับ เจ้าหน้าที่แผนกกงสุลตำรวจสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาชาวเกาหลีใต้ และชาวจีน จำนวน 13 ราย ในความผิดฐาน “เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” ตามมาตรา 8 ประกอบมาตรา 101 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560
สืบเนื่องจาก ปัจจุบันกลุ่ม call center มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงที่หลากหลาย และตามนโยบายเชิงรุกของรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หัวหน้าศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองหัวหน้าศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) มีการจัดตั้ง War room ACSC โดยมีการประสานงานร่วมกับฝ่ายต่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร รวมถึงให้ความร่วมมือในการสืบสวนและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะขบวนการคอลเซ็นเตอร์ที่มีความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย จึงได้ร่วมกันสืบสวนและแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยในห้วงปี 2568 ที่ผ่านมา กก.1 บก.ปอท. ได้ประสานงานร่วมกับแผนกกงสุลตำรวจสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย เปิดปฏิบัติการ “Breaking Chain 2025” เพื่อตรวจค้นจับกุมกลุ่มองค์กรอาชญากรรมออนไลน์ชาวเกาหลีใต้/จีน ซึ่งลักลอบเข้ามาหลบซ่อนตัวในประเทศไทย โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวเกาหลีใต้/จีน จำนวนหลายราย
จากการร่วมกันสืบสวนขยายผลพบว่ามีกลุ่มบุคคลสัญชาติเกาหลีใต้เชื่อว่าเป็นขบวนการคอลเซ็นเตอร์หลบหนีจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามายังประเทศไทย หลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ โดยเช่าบ้านหรู ย่านบางพลี เพื่อเปิดเป็นสำนักงานหรือออฟฟิศในการใช้หลอกลวงเหยื่อในประเทศเกาหลีใต้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอท. จึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน และขออนุมัติหมายค้นต่อศาล เพื่อเข้าทำการตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว จากการตรวจค้นพบว่าภายในบ้านถูกดัดแปลงเป็นลักษณะออฟฟิศคอลเซ็นเตอร์ โดยมีการจัดโต๊ะทำงานจำนวน 13 จุด พร้อมอุปกรณ์โทรศัพท์ VoIP, อุปกรณ์กระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ต (Router), เครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเปิดหน้าจอค้างอยู่ ซึ่งมีการแสดงผลเป็นข้อความบทสคริปต์, เอกสารสคริปต์วางอยู่ที่โต๊ะ สำหรับพูดหรือพิมพ์เพื่อใช้ในการหลอกลวงทางออนไลน์, รายชื่อเหยื่อชาวเกาหลีใต้พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ และเอกสารปลอมแอบอ้างเป็นหนังสือทางราชการของอัยการประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งจากการซักถามผู้ต้องหาในที่เกิดเหตุทราบว่าบทสคริปต์ดังกล่าวใช้เป็นต้นแบบในการสื่อสารหลอกลวงเหยื่อผ่านช่องทางออนไลน์ และเมื่อตรวจสอบอุปกรณ์โทรศัพท์ ที่ใช้ในการสื่อสารของผู้ต้องหา พบว่าเป็นการโทรผ่านอินเทอร์เน็ต (VoIP) เพื่อใช้ติดต่อสื่อสารกับเหยื่อในประเทศเกาหลีใต้ โดยใช้วิธีการปลอมเป็นอัยการหรือเจ้าหน้าที่รัฐของประเทศเกาหลีใต้ โทรศัพท์ข่มขู่เหยื่อโดยหลอกว่ามีคดี และหลอกให้เหยื่อโอนเงินให้กับกลุ่มคนร้าย จากการตรวจค้นสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาเป็นชาวเกาหลีใต้และ ชาวจีน จำนวน 13 ราย (ชาวเกาหลีใต้ จำนวน 12 ราย และ ชาวจีน จำนวน 1 ราย)
โดยในการเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและขอทำการตรวจสอบเอกสารประจำตัวและใบอนุญาตทำงาน โดยสอบถามผู้ต้องหาผ่านล่ามแปลภาษา ทราบว่ากลุ่มผู้ต้องหาดังกล่าวมีการลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงได้จับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางแก้ว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ในส่วนของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์, โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งเชื่อว่าอาจใช้ในการกระทำความผิดหลอกลวงเหยื่อ จะได้ทำการตรวจพิสูจน์หลักฐานเพื่อส่งผลให้กับประเทศเกาหลีใต้เพื่อดำเนินคดีต่อไป
จากการตรวจค้นสามารถตรวจยึดพยานหลักฐานสำคัญเพื่อตรวจสอบเป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์ VoIP จำนวน 51 เครื่อง, โทรศัพท์ มือถือ จำนวน 20 เครื่อง, บทสคริปต์หลอกลวงและเอกสารอื่นๆ อีกหลายรายการ
จากพฤติการณ์ทั้งหมด เชื่อได้ว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ใช้สถานที่นี้ในการหลอกลวงชาวเกาหลีใต้ให้หลงเชื่อและโอนเงินให้กับกลุ่มคนร้าย โดยมีการจัดเตรียมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และช่องทางสื่อสารครบถ้วนเพื่อใช้ในการกระทำความผิด และจากตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์และพยานหลักฐานเบื้องต้นยังไม่พบความเชื่อมโยงกับผู้เสียหายในประเทศไทย
.jpg)
©2018 CK News. All rights reserved.