ตม.แกะรอยพาสปอร์ตปลอม ขยายผลทลายเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ


3 ก.ค. 2569, 14:23

ตม.แกะรอยพาสปอร์ตปลอม ขยายผลทลายเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ




ที่ 3 มิ.ย2569 .ลสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. รับผิดชอบงานสืบสวนปราบปราม พร้อมด้วย พ.ต.อ.พงศ์ธร พงศ์รัชตนันทน์ รอง ผบก.ตม.2/โฆษก บก.ตม.2 ได้ร่วมกันแถลงผลการจับกุมและขยายผลคดีสำคัญของ บก.ตม.2 ภายใต้นโยบายของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ที่กำชับให้ทุกหน่วยยกระดับการสกัดกั้นอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะขบวนการปลอมและใช้หนังสือเดินทางปลอม ซึ่งอาศัยประเทศไทยเป็นจุดพัก จุดต่อเครื่อง หรือจุดเปลี่ยนอัตลักษณ์ในการเดินทางไปยังประเทศที่สาม

สำหรับผลการปฏิบัติครั้งนี้ เป็นการทำงานเชิงรุกของชุดสืบสวน ตม.สนามบิน ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.คธาธร คำเที่ยง ผบก.ตม.2 ซึ่งได้กำชับให้ด่านตรวจคนเข้าเมืองในสังกัด บก.ตม.2 ทุกสนามบิน ทำงานเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันอย่างใกล้ชิด ทั้งสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง ไม่หยุดเพียงการจับกุมผู้ต้องหาหน้างาน แต่ต้องสืบสวนขยายผลให้ถึงผู้ร่วมขบวนการ นายหน้า ผู้จัดหาเอกสาร ผู้ควบคุมการเดินทาง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด



คดีแรก : จากการจับพาสปอร์ตปลอม 1 ราย สู่การเปิดเครือข่ายศรีลังกา–แคนาดา ใช้ไทยเป็นทางผ่านไปอังกฤษ

คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 31 พ.ค.69 เจ้าหน้าที่ กก.สส.ปป.บก.ตม.2 หรือชุดสืบสวน ตม.สนามบินสุวรรณภูมิ ได้จับกุม MR.KAAVINIYAN สัญชาติศรีลังกา ซึ่งใช้หนังสือเดินทางแคนาดาปลอมในนาม MR.AKIEM เพื่อเตรียมเดินทางไปประเทศอังกฤษ

จากการตรวจพบความผิดปกติดังกล่าว เจ้าหน้าที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการจับกุมผู้ใช้เอกสารปลอม แต่ได้เร่งสืบสวนขยายผลทันที จนพบว่า MR.AKIEM สัญชาติแคนาดา ซึ่งเป็นเจ้าของอัตลักษณ์ตามหนังสือเดินทางที่ถูกนำไปใช้ เป็นผู้ร่วมขบวนการที่ยินยอมให้นำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ และเป็นผู้ไปเช็กอินกับสายการบินเพื่อออก Boarding Pass ให้ MR.KAAVINIYAN นำไปใช้เดินทาง เจ้าหน้าที่จึงประสานข้อมูลต่อเนื่องไปยังชุดสืบสวน ตม.สนามบินดอนเมือง และสามารถสกัดจับ MR.AKIEM ได้ในเวลาต่อมา



ต่อมา ทีมสืบสวน บก.ตม.2 นำโดย พ.ต.อ.พงศ์ธร พงศ์รัชตนันทน์ รอง ผบก.ตม.2 ผู้รับผิดชอบงานสืบสวนปราบปราม และ พ.ต.อ.รัฐพงศ์ ยอดแก้ว ผกก.สส.ปป.บก.ตม.2 ได้บูรณาการกำลังชุดสืบสวนทั้งสุวรรณภูมิและดอนเมือง ตรวจสอบข้อมูลการเดินทาง กล้องวงจรปิด เส้นทางการหลบหนี พยานบุคคล และพยานเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การดำเนินคดีกับผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด ในความผิดฐาน “ร่วมกันมีและใช้หนังสือเดินทางปลอม” และ “มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ”

จากการสืบสวนพบว่า ขบวนการดังกล่าวมีลักษณะเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ แบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นระบบ มีการวางแผนทั้งในประเทศศรีลังกาและแคนาดา ก่อนเข้ามาดำเนินการขั้นตอนสำคัญในประเทศไทย เพื่อให้ลูกค้าสามารถเดินทางต่อไปยังประเทศอังกฤษ โดยแบ่งผู้เกี่ยวข้องออกเป็น 3 กลุ่มสำคัญ ได้แก่

กลุ่มที่ 1 กลุ่มนายหน้าและหัวขบวนการ ได้แก่ MR.SIVAKUMAR และ MS.RUKANYA สองสามีภรรยาชาวศรีลังกา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการวางแผน ประสานงาน และจัดหาหนังสือเดินทางปลอมให้กับลูกค้า โดย MR.KAAVINIYAN ได้ติดต่อกลุ่มดังกล่าวตั้งแต่อยู่ในประเทศศรีลังกา เนื่องจากต้องการเดินทางไปยุโรปเพื่อหางานทำ



จากพยานหลักฐานพบว่า สองสามีภรรยาคู่นี้เดินทางเข้าประเทศไทยจากประเทศศรีลังกาในวันเกิดเหตุ เพื่อดำเนินการขั้นตอนสุดท้ายให้ลูกค้าเดินทางไปอังกฤษ แต่ภายหลัง MR.KAAVINIYAN และ MR.AKIEM ถูกจับกุม กลุ่มนายหน้าได้พยายามหลบหนีการติดตามของเจ้าหน้าที่ เดินทางเปลี่ยนพื้นที่หลายแห่ง เช่น พัทยา ก่อนกลับเข้ากรุงเทพฯ และมุ่งหน้าลงภาคใต้ กระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ ตม. ติดตามจับกุมได้ที่ อ.สะเดา จ.สงขลา ขณะพยายามหลบหนีออกไปประเทศมาเลเซีย

กลุ่มที่ 2 กลุ่มลูกค้าและผู้ดูแลลูกค้า ได้แก่ MR.KAAVINIYAN และ MR.DILAXSHAN โดย MR.DILAXSHAN เป็นชาวศรีลังกา น้องชายของ MS.RUKANYA ซึ่งถูกมอบหมายให้ทำหน้าที่ดูแลลูกค้า เดินทางเข้าประเทศไทยพร้อมกับ MR.KAAVINIYAN ตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย.69 ก่อนพาเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเตรียมเดินทางไปประเทศอังกฤษในวันเกิดเหตุ

จากแนวทางสืบสวนพบว่า MR.DILAXSHAN เป็นผู้ติดตามดูแลลูกค้าและไปส่งที่สนามบิน ก่อนหลบหนีร่วมกับกลุ่มนายหน้า อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะสามารถระบุตัวและติดตามจับกุมได้ MR.DILAXSHAN ได้เดินทางหลบหนีข้ามแดนไปประเทศมาเลเซียแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ตม.สนามบิน ได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับจากศาลไว้แล้ว

กลุ่มที่ 3 กลุ่ม “ม้าอัตลักษณ์” และผู้ควบคุมม้า ได้แก่ MR.AKIEM และ MR.SAYANTHAN สัญชาติแคนาดา โดย MR.AKIEM เป็นผู้ยินยอมให้นำข้อมูลส่วนบุคคลของตนไปใช้ทำหนังสือเดินทางปลอม และเป็นผู้ไปเช็กอินกับสายการบินเพื่อให้ออก Boarding Pass จากนั้นให้ลูกค้านำไปใช้เดินทางแทน

ส่วน MR.SAYANTHAN เป็นชาวแคนาดาที่เกิดในประเทศศรีลังกา ทำหน้าที่ดูแลและควบคุม MR.AKIEM ตั้งแต่ต้นทางที่ประเทศแคนาดา โดยทั้งสองเดินทางเข้าประเทศไทยพร้อมกันเมื่อวันที่ 29 พ.ค.69 ก่อนปฏิบัติการในวันที่ 31 พ.ค.69 จากการสืบสวนพบว่า MR.SAYANTHAN เป็นผู้พา MR.AKIEM ไปเช็กอินกับสายการบิน และเป็นผู้นำ Boarding Pass ไปส่งให้กลุ่มนายหน้าที่โรงแรม ก่อนพา MR.AKIEM หลบหนีไปยังสนามบินดอนเมือง

ภายหลัง MR.SAYANTHAN ยังได้รวมกลุ่มหลบหนีกับกลุ่มนายหน้า ก่อนเดินทางกลับประเทศแคนาดาไปก่อนถูกจับกุม อย่างไรก็ตาม ชุดสืบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถขอศาลออกหมายจับไว้แล้วเช่นกัน

คดีนี้ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการทำงานสืบสวนเชิงลึกของ ตม.สนามบิน ที่สามารถเชื่อมโยงจากผู้ใช้หนังสือเดินทางปลอมเพียงรายเดียว ไปสู่โครงสร้างเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่มีผู้เกี่ยวข้องหลายประเทศ แบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน และใช้ประเทศไทยเป็นจุดปฏิบัติการสำคัญในการส่งคนเดินทางไปยังประเทศที่สาม

คดีที่สอง : สกัดครอบครัวศรีลังกาใช้หนังสือเดินทางมาเลเซีย เดินทางต่อคาซัคสถาน พบโยงรูปแบบขบวนการเปลี่ยนอัตลักษณ์เด็ก

อีกคดีหนึ่ง เป็นกรณีครอบครัวชาวศรีลังกา ประกอบด้วย MS.ANUSHA ผู้เป็นมารดา และบุตรชายสองคน คือ MR.MERLIN อายุ 14 ปี และ MR.SHERON อายุ 5 ปี ซึ่งต้องการเดินทางไปประเทศคาซัคสถาน โดยครอบครัวดังกล่าวเดินทางเข้าประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 พ.ค.69 ด้วยหนังสือเดินทางศรีลังกา ก่อนเดินทางออกจากประเทศไทยไปกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.69

ต่อมา วันที่ 12 มิ.ย.69 ครอบครัวดังกล่าวเดินทางจากประเทศมาเลเซียเพื่อไปประเทศคาซัคสถาน โดยมาต่อเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ แต่ในการเดินทางครั้งนี้ ทั้งหมดใช้หนังสือเดินทางมาเลเซีย และเดินทางมาพร้อมกับ MS.LIVIYA สัญชาติมาเลเซีย ซึ่งมีบทบาทเป็น Facilitator หรือผู้นำพา โดยอ้างตนเป็นมารดาของเด็กชายทั้งสองคน

เมื่อถึงขั้นตอนการแสดงตัวขึ้นเครื่อง เจ้าหน้าที่สายการบินพบพิรุธ จึงไม่อนุญาตให้ทั้ง 4 คนขึ้นเครื่อง จากนั้นกลุ่มดังกล่าวได้ซื้อตั๋วภายในพื้นที่ airside เพื่อเปลี่ยนเส้นทางเดินทางไปเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาแทน เหตุการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ชุดสืบสวน ด่าน ตม.ทอ.ดอนเมือง ได้รับแจ้งเบาะแสจากสายการบิน และเริ่มสืบสวนติดตามความเคลื่อนไหวทันที

จนกระทั่งวันที่ 17 มิ.ย.69 ทั้ง 4 คน ได้จองตั๋วเปลี่ยนสายการบิน ไปใช้สายการบินแอร์เอเชีย เพื่อเดินทางไปกรุงอัลมาตี ประเทศคาซัคสถาน โดยเดินทางจากกรุงย่างกุ้งมาต่อเครื่องที่สนามบินดอนเมือง ระหว่างแสดงตัวเข้าประตูเครื่องบิน เจ้าหน้าที่สืบสวน ด่าน ตม.ทอ.ดอนเมือง นำโดย พ.ต.ท.เอกพงษ์ มหาธนวาณิช รอง ผกก.ด่าน ตม.ทอ.ดอนเมือง ผู้รับผิดชอบงานสืบสวนปราบปราม ได้แสดงตัวขอตรวจสอบหนังสือเดินทางของบุคคลทั้ง 4 คน

จากการตรวจสอบพบว่า MS.LIVIYA เป็นผู้ถือหนังสือเดินทางทั้งหมด และแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ว่าเด็กชายทั้งสองคนเป็นบุตรของตนเอง แต่จากการตรวจสอบโดยละเอียดพบว่า MS.ANUSHA และ MR.MERLIN ใช้หนังสือเดินทางมาเลเซียของผู้อื่นโดยมิชอบ ส่วนกรณี MR.SHERON บุตรชายคนเล็ก เชื่อว่าเป็นหนังสือเดินทางมาเลเซียจริง ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลการข่าวที่ บก.ตม.2 เคยได้รับจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของประเทศอังกฤษ แคนาดา และศรีลังกา ว่า มีองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติในประเทศมาเลเซีย ที่มีพฤติการณ์รับเด็กชาวศรีลังกาไปจัดทำสูติบัตรมาเลเซีย เมื่อได้สูติบัตรฉบับจริงแล้ว จึงนำไปใช้เป็นเอกสารประกอบการออกหนังสือเดินทางจริง เพื่อใช้เดินทางต่อไปยังประเทศในแถบยุโรป

ในคดีนี้ ด่าน ตม.ทอ.ดอนเมือง ได้จับกุม MS.ANUSHA และ MS.LIVIYA ในความผิดฐาน “ใช้หนังสือเดินทางของผู้อื่นโดยมิชอบ โดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และเป็นตัวการร่วมให้ผู้อื่นใช้หนังสือเดินทางของผู้อื่นโดยมิชอบ” อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/11

สำหรับเด็กชายทั้งสองคน เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามกระบวนการคุ้มครองเด็กและกลไกการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ หรือ NRM โดยผลการคัดแยกปรากฏว่าเด็กชายทั้งสองคนไม่ได้เป็นผู้เสียหายในคดีค้ามนุษย์ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบพยานล่วงหน้า และประสานสถานเอกอัครราชทูตศรีลังกา เพื่อดำเนินการส่งกลับประเทศศรีลังกาตามขั้นตอนต่อไป

พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. กล่าวว่า การจับกุมทั้งสองคดีสะท้อนให้เห็นว่า ขบวนการปลอมและใช้หนังสือเดินทางปลอมในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงการกระทำผิดรายบุคคล แต่มีลักษณะเป็นเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ มีการแบ่งหน้าที่ วางแผน ใช้หลายประเทศเป็นเส้นทาง และพยายามอาศัยสนามบินนานาชาติเป็นช่องทางในการเคลื่อนย้ายบุคคลไปยังประเทศที่สาม สตม.จึงให้ความสำคัญกับการตรวจสอบเชิงลึก การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และการสืบสวนขยายผลไปถึงผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ

ด้าน พ.ต.อ.พงศ์ธร พงศ์รัชตนันทน์ รอง ผบก.ตม.2/โฆษก บก.ตม.2 กล่าวว่า บก.ตม.2 โดย พล.ต.ต.คธาธร คำเที่ยง ผบก.ตม.2 ได้กำชับให้ทุกด่าน ตม.สนามบิน ไม่มองคดีเอกสารปลอมเป็นเพียงคดีเฉพาะหน้า แต่ต้องมองให้เห็นภาพใหญ่ของเครือข่าย เบื้องหลัง และเส้นทางการเดินทางของขบวนการ เพราะบางครั้งการจับกุมเพียงหนึ่งราย อาจเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การเปิดโปงทั้งขบวนการได้

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองขอยืนยันว่า ภายใต้นโยบายของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. จะเดินหน้าสกัดกั้นอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะขบวนการปลอมหนังสือเดินทาง การสวมอัตลักษณ์ การลักลอบเดินทางไปประเทศที่สาม และการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการกระทำผิด พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับสายการบิน ท่าอากาศยาน หน่วยงานความมั่นคง และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างประเทศ เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานการตรวจคนเข้าเมืองของไทยในระดับสากล





คำที่เกี่ยวข้อง : #ตม.  









©2018 CK News. All rights reserved.