ศูนย์ACSC เผยสถิติ โกงจ้างงานลดฮวบ แต่ “หลอกลงทุน" ยังครองแชมป์ สัปดาห์เดียวเฉียด 54 ล้าน


11 พ.ค. 2569, 12:38

ศูนย์ACSC เผยสถิติ โกงจ้างงานลดฮวบ แต่ “หลอกลงทุน" ยังครองแชมป์ สัปดาห์เดียวเฉียด 54 ล้าน




วันที่ 11 พ.ค.2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์
รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 3-9 พ.ค.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 6,138 คดี มูลค่าความเสียหาย 178,438,675 บาท ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้ลดลงจากห้วงวันที่ 2 เม.ย.-2 พ.ค.69 จำนวน 316 คดี และพบว่ามูลค่าความเสียหายลดลง 103,863,255 บาท
ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่าภาพรวมจำนวนคดีมีการทรงตัวอยู่ในระดับที่สูงในช่วงต้นถึงกลางสัปดาห์ ก่อนจะลดลงต่ำสุดในวันที่ 9 พ.ค. (799 คดี) แม้ว่าจำนวนคดีจะลดลงในวันสุดท้าย แต่ค่าเฉลี่ยส่วนใหญ่ยังคงเกาะกลุ่มอยู่ที่ประมาณ 850-900 คดี ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่ยังวางใจไม่ได้ ส่วนมูลค่าความเสียหายมีทิศทางลดลงที่ชัดเจนมาก จากเดิมที่เคยสูงแตะระดับ 500 ล้านบาทต่อสัปดาห์ในช่วงเดือนมีนาคม ลดลงมาเหลือเพียง 178.43 ล้านบาทในสัปดาห์ล่าสุด (วันที่ 3-9 พ.ค.) ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบหลายเดือน
การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ ยังคงเป็นคดีที่มีปริมาณสูงที่สุด (มากกว่า 80% ของคดีทั้งหมด)
แต่มูลค่าความเสียหายรวมลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง แสดงว่าเป็นการหลอกลวงรายย่อยมากขึ้น ส่วนการหลอกลวงด้านการจ้างงาน มีจำนวนคดีลดลงเกือบ 50% และมูลค่าความเสียหายลดกว่า 40 ล้านบาท

ขณะที่การหลอกลงทุน แม้ว่าจำนวนคดีจะน้อย แต่กลับสร้างความเสียหายสูงที่สุดเป็นอันดับ 1
ในสัปดาห์ล่าสุด (53.9 ล้านบาท)
จากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังพบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย และยังคงเป็นกลุ่มอายุ 21-30 ปี ที่มักตกเป็นเหยื่อมากที่สุดเช่นเคย โดยจำนวนผู้เสียหายสูงสุด อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อันดับ 2 คดีหลอกลวงด้านการจ้างงาน และอันดับ 3 คดีหลอกลวงโดยแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น คือ กลุ่มอายุ 21-30 ปี ตกเป็นเหยื่อสูงสุดทั้ง 3 อันดับ
ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอเตือนภัยประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนทุกประเภทอีกครั้ง โดยสามารถป้องกันความเสี่ยงได้ด้วยการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ ดังนี้
1.ตรวจสอบข้อมูลก่อนลงทุนผ่านแอป SEC Check First ของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยให้สังเกตผลการค้นหา ดังต่อไปนี้
• พบชื่อบริษัทในระบบอย่างชัดเจน
• ระบุสถานะว่า “ได้รับอนุญาต” หรือ “ยังประกอบธุรกิจได้ตามปกติ”
• มีเลขที่ใบอนุญาต ระบุประเภทใบอนุญาตชัดเจน
• มีรายละเอียดที่อยู่สำนักงาน และข้อมูลติดต่อที่ตรวจสอบได้
• รายชื่อผู้แนะนำการลงทุน/ผู้บริหาร ปรากฏในระบบอย่างถูกต้อง
2.ตรวจสอบบัญชีก่อนโอนเงินทุกครั้ง
• ชื่อบัญชีที่รับโอนเงินต้องตรงกับชื่อบริษัทที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากระบุให้โอนเงินลงทุนไปยังบัญชีบุคคลธรรมดา นั่นคือมิจฉาชีพ 100 % เช่นเดียวกัน หากมีการเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลรับฝากเงินลงทุนบ่อยครั้ง รวมถึงเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลในการโอนเงินหรือผลกำไรคืนมาให้เรื่อยๆ นั่นก็คือมิจฉาชีพ
100% เช่นกัน
• หากพบความผิดปกติ ควรหยุดโอนเงินทันทีและรีบตรวจสอบกับบริษัทที่ถูกกล่าวอ้างผ่านทางช่องทางหลัก
3.ระวังแอปพลิเคชันปลอม
• มิจฉาชีพสามารถสร้างแอปพลิเคชันปลอม เลียนแบบชื่อ โลโก้ และรูปแบบแอปฯทางการ แล้วนำไปเผยแพร่ใน Store ได้ ดังนั้น การดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจาก App Store หรือ Google Play อาจไม่ปลอดภัยเสมอไป
ที่สำคัญ ขอให้ประชาชนใช้ความรอบคอบในการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง ตรวจสอบข้อมูลผ่านแอป SEC Check First ให้ครบถ้วนก่อนโอนเงิน และอย่าหลงเชื่อข้อเสนอผลตอบแทนสูงผิดปกติหรือการเร่งรัดให้ตัดสินใจ เพราะการตรวจสอบเพียงไม่กี่นาที อาจช่วยป้องกันความเสียหายทางการเงินจำนวนมากได้
นอกจากนี้ ขอแนะนำวิธีป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวงด้านการซื้อสินค้าทางออนไลน์อีกครั้ง โดยประชาชนควรเลือกซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มที่มีระบบ “กระเป๋าเงินกลาง” เช่น TikTokShop, Lazada และ Shopee ซึ่งเป็นระบบที่แพลตฟอร์มจะรับเงินจากผู้ซื้อไว้ชั่วคราว และจะโอนเงินให้ผู้ขายก็ต่อเมื่อผู้ซื้อได้รับสินค้าเรียบร้อยแล้วและยืนยันว่าถูกต้องตรงตามที่สั่งซื้อ หากเกิดปัญหา เช่น ไม่ได้รับสินค้า, สินค้าปลอม หรือไม่ตรงปก ผู้ซื้อสามารถร้องเรียนผ่านแพลตฟอร์มได้ โดยแพลตฟอร์มจะตรวจสอบและระงับการโอนเงินให้ผู้ขาย โดยเฉพาะการซื้อผ่าน TikTok ควรซื้อผ่านการปักตะกร้าเท่านั้น และควรหลีกเลี่ยงการตกลงซื้อขายนอกระบบหรือโอนเงินให้ผู้ขายโดยตรง เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้แพลตฟอร์ม Facebook, Instagram (IG) และ X (Twitter) เป็นช่องทางที่มิจฉาชีพมักใช้หลอกลวงมากที่สุด เพราะไม่มีกระเป๋าเงินกลาง ไม่สามารถคุ้มครองผู้ซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง ตรวจสอบร้านค้าให้รอบคอบ และหลีกเลี่ยงการซื้อขายที่ไม่มีหลักฐาน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการถูกหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์
และยังรวมไปถึงรูปแบบกลโกงที่แยบยลมากขึ้น คือ การหลอกซื้อของพ่วงทำภารกิจ โดยมิจฉาชีพใช้กลโกง “ของถูก-ของฟรี” เป็นเหยื่อล่อ ก่อนจะชักชวนเข้ากลุ่มไลน์เพื่อทำภารกิจ ดังนี้
1. มิจฉาชีพจะโพสต์ขายของที่คนต้องการสูงในราคาที่ถูกกว่าผิดปกติ เช่น นมผง, เครื่องปั๊มนม, โทรศัพท์มือถือ หรือเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงการแอบอ้างแจกของฟรี เช่น แจกต้นไม้ฟรี โดยอ้างว่าเลิกเลี้ยง หรือแจกเนื่องในโอกาสพิเศษ ให้ฟรี เพียงแค่ช่วยค่าจัดส่งเท่านั้น
2. เมื่อเหยื่อโอนค่าเงินค่าสินค้าหรือค่าส่งแล้ว มิจฉาชีพจะยังไม่ส่งของ แต่จะดึงเหยื่อเข้ากลุ่มไลน์ โดยอ้างว่าเป็นเงื่อนไขในการรับสิทธิ์ ต้อง “ทำกิจกรรม” หรือ “ทำภารกิจ” ก่อน ถึงจะส่งของให้
3. มิจฉาชีพจะหลอกให้โอนเงินซ้ำ โดยในกลุ่มจะมีหน้าม้าคอยรีวิวว่าได้เงินคืนจริง เพื่อกดดันให้เหยื่อยอมโอนเงินสำรองจ่ายเพื่อจบภารกิจและรับของที่อยากได้
4. หากเหยื่อจะเลิก มิจฉาชีพจะอ้างว่า “ภารกิจยังไม่เสร็จ” พร้อมบีบให้โอนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายปิดกลุ่มหนี ทำให้สูญเสียเงินเป็นจำนวนมาก
ดังนั้น หากประชาชนเลือกซื้อสินค้าทางออนไลน์แล้วถูกดึงเข้ากลุ่มไลน์เพื่อ “ทำภารกิจเสริม” ไม่ว่าจะเป็นการปั่นยอดวิวหรือสำรองจ่ายเพื่อรับของและค่าคอมมิชชัน ขอให้หยุดการสนทนาและออกจากกลุ่มทันที เพราะนั่นคือพฤติกรรมของมิจฉาชีพ 100% ที่ใช้ของถูกมาเป็นเหยื่อล่อ เพื่อป้องกันการสูญเสียทรัพย์สิน
ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับกลุ่มธนาคารต่างๆ จนมีผลปฏิบัติการต่างๆ และสามารถจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จำนวน 3 เคส ผู้ต้องหา 6 ราย เป็นคนไทย 4 ราย และผู้ต้องหาต่างชาติ 2 ราย (ลาว 2 ราย) พร้อมตรวจยึดเงินสดได้กว่า 4 แสนบาท ขณะเดียวกันได้ประสานตำรวจพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที ได้ทั้งหมด 5 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด จำนวน 14 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 830,966 บาท
โดยมีผลการจับกุมที่น่าสนใจ ดังนี้
สำหรับเคสการช่วยเหลือที่น่าสนใจและมีมูลค่าความเสียหายสูง ได้แก่
เคสที่ 1 เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสานตำรวจสภ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 47 ปี หลังพบว่ามีการโอนเงินไปยังบัญชีต้องสงสัยไปจำนวนหลายครั้ง รวมความเสียหายกว่า 1.4 ล้านบาท เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงหน้าบ้านไม่พบผู้เสียหาย จึงโทรศัพท์สอบถามผู้เสียหายยืนยันว่าทำธุรกรรมดังกล่าวจริง โดยเป็นการลงทุนซื้อที่ดินทางออนไลน์ เจ้าหน้าที่จึงอธิบายแผนโกงคนร้าย ก่อนแนะนำให้เข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อไป
เคสที่ 2 เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสานตำรวจ สภ.เมืองนครศรีธรรมราช เข้าช่วยเหลือหยุดการโอนเงินของผู้เสียหายหญิงวัย 69 ปี ที่พบเจอโฆษณาจากเพื่อนที่รู้จักกันผ่านทาง TIKTOK แล้วให้แอดไลน์ไปพูดคุย ก่อนจะให้ซื้อของ จากนั้นลวงให้ทำภารกิจกดรับออเดอร์ ในการโอนเงิน เพื่อได้ค่าคอมมิชชัน และเมื่อผู้เสียหายโอนเงินไปแล้วก็ได้รับค่าคอมมิชชันจริง จึงทำให้ผู้เสียหายยอมโอนเงินต่อเนื่อง แต่ยังไม่ได้รับเงินเพิ่ม เจ้าหน้าที่จึงพยายามอธิบายและบอกให้แจ้งความ แต่เบื้องต้นผู้เสียหายยังไม่ประสงค์แจ้งความ เจ้าหน้าที่จึงแนะนำขั้นตอนและให้เข้าแจ้งในลำดับถัดไป





คำที่เกี่ยวข้อง : #ศูนย์ACSC  









©2018 CK News. All rights reserved.