วันที่ 22 มี.ค.2568 พล.ต.ต.วัชรินทร์ พูสิทธิ์ ผบก.ปทส., พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา รอง ผบก.ปทส. สั่งการให้ พ.ต.อ.ณัทกฤช น้อยคำปัน ผกก. 4 บก.ปทส., พ.ต.ท.เกียรติพันธ์ เจริญชนิกานต์รอง ผกก.4 บก.ปทส., พ.ต.ท.ธิติ เพชราวรรณ์ สว.กก.4 บก.ปทส. และ ว่าที่ พ.ต.ต.จิรายุ อิ่นแก้ว สว.กก.4 บก.ปทส. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปทส. ชุดปฏิบัติการ จ.น่าน นำหมายค้นศาลจังหวัดน่าน (สาขาปัว) เข่าตรวจค้นสถานประกอบกิจการดูดทรายแห่งหนึ่งืพื้นที่หมู่ 4 ต.วรนคร อ.ปัว จ.น่าน สามารถจับกุม นายใจ๋ฯ อายุ 69 ปี เจ้าของที่ดิน/สถานประกอบกิจการดูดทราย และนายศิลาชัยฯ อายุ 44 ปี คนขับรถหกล้อ และรถแบคโฮ
พร้อมตรวจยึดของกลาง รถแบคโฮ 1 คัน, รถบรรทุก 1 คัน, ตรวจยึดหิน (แร่) และทรายหลายลูกบาศก์เมตร, ตรวจยึดที่ดินที่สาธารณะของชุมชนถูกบุกรุก เนื้อที่ ประมาณ 1 งาน, เลื่อยโซ่ยนต์พร้อมแผ่นบังคับโซ่ 1 ตัว
ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสถานประกอบกิจการดูดทรายแห่งหนึ่งที่อาจขัดต่อกฎหมายพื้นที่หมู่หมู่ 4 ตำบลวรนคร อำเภอปัว จังหวัดน่าน หลังรับเรื่องจึงลงพื้นที่ตรวจสอบ เมื่อเดินทางไปถึงพบ นายใจ๋ แสดงตัวเป็นเจ้าของสถานประกอบการ เจ้าหน้าที่ได้แสดงหมายค้นเพื่อเข้าตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบของกลางดังกล่าวจึงยึดไว้เป็นหลักฐาน
นายใจ๋ฯ ยอมรับว่าเป็นเจ้าของเลื่อยโซ่ยนต์ แต่ไม่มีใบอนุญาตในการครอบครอง นายใจ๋ฯ ยังยอมรับว่าโรงงานดำเนินกิจการขุด ลอก และร่อนคัดกรวดทรายมานานกว่า 30 ปี โดยไม่ได้ขออนุญาตใดๆเลย ส่วนนายศิลาชัยฯ เป็นคนขับ ให้การว่าตนได้รับคำสั่งจากนายใจ๋ฯ ให้ขนหินและทรายจากบริเวณที่ดินสาธารณะของชุมชนหน้า อบต.วรนคร โดยดินและทรายดังกล่าวมาจากการขุดลอกบริเวณแม่น้ำใกล้เคียง
เบื้องต้นจึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ปัว เพื่อดำเนินคดีข้อหา ร่วมกัน ตั้งโรงงานจำพวกที่สามโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกัน ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่สามโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกัน เข้าไปยึดถือ ครอบครอง รวมตลอดถึงการก่นสร้าง หรือเผาป่า ทำด้วยประการใดให้เป็นการทำลาย หรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดิน ที่หิน ที่กรวด หรือที่ทราย หรือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดอันเป็นอันตรายแก่ทรัพยากรในที่ดิน, มีแร่ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี, ดำเนินกิจการที่ส่วนท้องถิ่นกำหนดให้เป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ, มีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครอง, ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจําหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา 242 ต่อไป
©2018 CK News. All rights reserved.